สรุปข่าวพลังงาน 06 ก.ค. 62


2018-11-02 01:42:56

ข่าว : ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันที่ 4 ก.ค.ว่า เกิดสภาพหุ้นตก โดยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,743.08 จุด ก่อนเคลื่อนไหวในแดนลบและปิดตลาดภาคบ่ายที่ 1,724.37 จุด ลดลง 14.14 จุด หรือ 0.81% โดยมีแรงขายเกิดขึ้นในช่วงบ่าย โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า

        รายงานข่าวเปิดเผยว่า ปัจจัยที่ทำให้หุ้นตก เกิดจากข่าว ผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผลการวินิจฉัยคำร้องของนายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ยื่นร้องเรียน กรณีกระทรวงพลังงานกำหนดนโยบายและแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า ให้เอกชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ทำให้สัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของรัฐซึ่งเป็นสาธารณูปโภค ลดต่ำกว่าร้อยละ 51 อันขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 56 วรรคสอง 

         ข่าวระบุว่าผู้ตรวจการแผ่นดินได้วินิจฉัยว่าปัจจุบันรัฐส่งเสริมภาคเอกชนเข้ามามีสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนกำลังการผลิตของรัฐ ที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตหรือ กฟผ. มีเพียงร้อยละ 37 และลดลงเรื่อยๆ แทนที่จะเป็นร้อยละ 51 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยการที่รัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องพิจารณาแยกส่วน ทั้งระบบการผลิต ระบบการส่ง และระบบการจำหน่าย มิใช่นำเอาสามส่วนมารวมกันให้เกินกว่าร้อยละ 51 เพราะคำว่ารัฐเป็นเจ้าของนั้น รัฐต้องมีอำนาจควบคุมและบริหารจัดการ หากเป็นบริษัทเอกชนหรือมหาชน รัฐจะต้องถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 51 มิใช่นำสัดส่วนที่ถือหุ้นมารวมกัน แล้วถัวเฉลี่ยให้เกินกว่าร้อยละ 51 การที่รัฐให้เอกชนผลิตไฟฟ้าแล้วรัฐซื้อมาจำหน่ายให้ประชาชนอีกทอดหนึ่ง ถือไม่ได้ว่ารัฐเป็นเจ้าของระบบการผลิตไฟฟ้าแม้จะเป็นเจ้าของระบบการส่งและการจำหน่าย มีผลต่อสัดส่วนร้อยละ 51 ที่กำหนดไว้ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและไม่สอดคล้องกับที่รัฐธรรมนูญกำหนด
        ข่าวระบุว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินระบุด้วยว่าอาศัยอำนาจมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 เสนอแนะต่อกระทรวงพลังงาน ให้ทบทวนยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน พ.ศ.2559-2563 และแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2558-2579 ซึ่งปรับแผนใหม่เป็นแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 เพื่อกำหนดแนวทางให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้แล้วเสร็จใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัย และดำเนินการให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ภายใน 10 ปี นับจากปี 2562 ให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผลการวินิจฉัยให้ผู้ร้องเรียนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทราบต่อไป
        สำหรับผู้ตรวจการแผ่นดินที่วินิจฉัยดังกล่าว ประกอบด้วย พล.อ.วิทวัส รชตะนันท์ ประธานผูตรวจการแผ่นดิน นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์ และนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน
รายงานข่าวจากวงการพลังงานระบุว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเท่ากับกำหนดให้ กฟผ. ต้องถือหุ้นโรงไฟฟ้า 51% ทุกแห่ง ซึ่งขัดแย้งกับหลักการให้เกิดการแข่งขัน เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และทำให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาถูก และหากรัฐจะยึดแนวทางนี้ จะเกิดปัญหาการลงทุนของภาคเอกชนในกิจการสาธารณูปโภคอื่นๆ ตามมาอีก นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสงสัยต่ออำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน และผลผูกพันว่าหน่วยงาน ของรัฐจะต้องปฏิบัติตามหรือไม่อย่างไร คาดว่าจะมีการยื่นเรื่องทักท้วงต่อกระทรวงพลังงานในเรื่องคำวินิจฉัยดังกล่าว รวมถึงการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความบทบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป
        สำหรับรัฐธรรมนูญมาตรา 56 บัญญัติตอนหนึ่งว่า "โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชิวิตของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 มิได้"
สื่อหนังสือพิมพ์ : มติชน, เดลินิวส์, ข่าวหุ้น

ข่าว : EGCO รุกขยายธุรกิจในเกาหลีใต้ ส่งบริษัทร่วมทุน “พาจู อีเอส” ลงทุนโรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง กำลังการผลิต 19.8 MW เตรียมก่อสร้างส.ค.นี้ กางแผน COD ในไตรมาส 4/63
        นายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO กล่าวว่า บริษัท พาจู เอ็นเนอร์ยี่ เซอร์วิส จำกัด (พาจู อีเอส) ซึ่งเป็นบริษัทที่ EGCO ถือหุ้นในสัดส่วน 49% และบริษัท เอสเค อีแอนด์เอส จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 51% จะก่อสร้างและดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงกังดง (โครงการโรงไฟฟ้า Gangdong Fuel Cell) ขนาดกำลังการผลิต 19.8 เมกะวัตต์ (MW) ตั้งอยู่ในเขตกังดง กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยที่ประชุมคณะกรรมการ EGCO เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา อนุมัติการลงทุนดังกล่าว มีกำหนดเริ่มก่อสร้างในเดือน ส.ค. 2562 และเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 4/2563
        ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงกังดงจะจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ Korea Electric Power Corporation ซึ่งเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียวในเกาหลีใต้ โดยซื้อขายผ่านตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้าของประเทศเกาหลีใต้ (Korea Power Exchange) นอกจากนี้ โครงการฯ ยังจะมีรายได้จากการจำหน่ายพลังงานความร้อน และจะได้รับค่าเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) จากพลังงานไฟฟ้าที่โครงการฯ ผลิตได้
        สำหรับเซลล์เชื้อเพลิงคืออุปกรณ์ที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าผ่านกระบวนการทางเคมีไฟฟ้า โดยการทำปฏิกิริยาเคมีระหว่างไฮโดรเจนที่มาจากก๊าซธรรมชาติ และออกซิเจน แล้วเกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าและความร้อน โดยไม่มีการเผาไหม้ และนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือได้
        “การลงทุนครั้งนี้นับเป็นการผนึกกำลังและขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับเอสเค อีแอนด์เอส ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของเอ็กโก กรุ๊ป เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการผลิตไฟฟ้าที่สะอาดและเชื่อถือได้ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศเกาหลีใต้ นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงกังดง ยังเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามข้อกำหนดการมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Portfolio Standard : RPS) ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม พาจู และช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ พาจู อีเอส อีกทางหนึ่งด้วย” นายจักษ์กริช กล่าว และเมื่อการก่อสร้างโครงการฯ แล้วเสร็จ เอ็กโก กรุ๊ป จะมีโรงไฟฟ้าในประเทศเกาหลีใต้ทั้งหมดจำนวน 2 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 902.97 เมกะวัตต์ สำหรับพาจู อีเอส เป็นเจ้าของและดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพาจู จำนวน 2 หน่วย ขนาดกำลังการผลิตหน่วยละ 911.5 เมกะวัตต์ ใช้แอลเอ็นจีนำเข้าเป็นเชื้อเพลิง ตั้งอยู่ที่เมืองพาจู จังหวัดคย็องกี ประเทศเกาหลีใต้
สื่อหนังสือพิมพ์ : ข่าวหุ้น

 

ข่าว : นางพนิดา ทองสุข รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า หลังจากนำร่างขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) โครงการเช่าพร้อมบำรุงรักษารถโดยสารปรับอากาศระบบดีเซลและไฟฟ้า (ไฮบริด) 400 คัน ระยะ 7 ปี วงเงิน 3,568,640,040 บาท กำหนดราคากลางในการเช่า 3,491.82 บาทต่อคันต่อวันและโครงการจัดเช่าพร้อมบำรุงรักษารถโดยสารใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) 300 คัน ระยะ 7 ปี วงเงิน 1,855,987,770 บาท ราคากลาง 2,421.38 บาทต่อคันต่อวันขึ้นเว็บไซต์ประชาพิจารณ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 12-21 มิ.ย. ที่ผ่านมาพบว่ามีบริษัทประมาณ 5 แห่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นเรื่องราคากลางในการเช่าต่อคันต่อวันต่ำเกินไปอาจจะไม่คุ้มค่าการลงทุน
        นางพนิดา กล่าวต่อว่า คณะกรรมการร่างทีโออาร์ ต้องประชุมเพื่อพิจารณาความคิดเห็นดังกล่าวหากมองว่าราคากลางต่ำเป็นสาระสำคัญจะปรับแก้ทีโออาร์ให้มีราคาสูงขึ้นแต่ต้องหาข้อสรุปอีกครั้ง ซึ่งการปรับแก้ราคากลางค่าเช่านี้ ทำให้วงเงินลงทุนเพิ่มต้องนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการ (บอร์ด) ขสมก. พิจารณาอนุมัติกรอบวงเงินราคากลางใหม่ซึ่งตอนนี้ต้องรอรัฐบาลใหม่จัดตั้งบอร์ด ขสมก. ชุดใหม่ก่อนหลังจากบอร์ดชุดเดิมลาออกเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 62 หากบอร์ดชุดใหม่เห็นชอบราคากลางค่าเช่าแล้วจะเข้าสู่กระบวนการวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (อีบิดดิ้ง) หาเอกชนที่จะเข้าร่วมประมูลคาดว่าภายใน 2 เดือนกว่าจะได้เอกชนที่ชนะโครงการ
        นางพนิดา กล่าวอีกว่า หลังจากได้ผู้ชนะแล้ว ขสมก. ยังไม่สามารถลงนามสัญญาได้ แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเห็นชอบในหลักการของแผนฟื้นฟู ขสมก. ในการจัดหารถเมล์ทั้ง 2,188 คันแล้วก็ตาม เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ต้องพิจารณางบลงทุนในแต่ละโครงการ ก่อนนำเสนอโครงการจัดหารถเมล์เข้าเสนอ ครม. เพื่ออนุมัติในแต่ละโครงการอีกครั้ง หาก ครม. เห็นชอบถึงจะดำเนินการลงนามสัญญากับเอกชนที่ชนะ และส่งมอบรถตามทีโออาร์ที่กำหนดขณะเดียวกัน ขสมก. จะนำทีโออาร์ขึ้นเว็บไซต์ประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 ควบคู่กันด้วย เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อเนื่อง.
สื่อออนไลน์: เดลินิวส์

 

 

ข่าว :.หุ้นบริษัทไฟฟ้าร่วง-ผู้ตรวจการให้ กฟผ. กลับมาผลิตเกิน51%

        โรงไฟฟ้าเอกชนป่วน ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยให้กฟผ.ต้องผลิตไฟฟ้าเกิน 51% ของทั้งระบบ ตามรธน.2560 แต่ปัจจุบันกำลังการผลิตมีเพียง37% ของทั้งหมด ที่เหลือเป็นเอกชนที่ผลิต แนะทบทวนแผนยุทธศาสตร์ไฟฟ้าใหม่ โดยกฟผ.ต้องผลิตเกิน51% ภายใน 10 ปี ผู้ตรวจการแผ่นดิน ออกคำวินิจฉัย ว่า รัฐบาลส่งเสริมภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2532 ได้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่, รายเล็ก และขนาดเล็กมาก ต่อมากระทรวงพลังงานมีคำสั่งกระทรวงพลังงานที่ 25/2559 เรื่องยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน มีแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2558-2579(PDP 2015) ต่อมาปรับแผนใหม่เป็นแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศพ.ศ.2561-2580(PDP 2018) โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า กระทั่งพบว่าปัจจุบันการไฟฟ่าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) มีสัดส่วนการผลิตเพียงร้อยละ 37 และลดลงเรื่อยๆ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ว่า “…โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ อันจำเป็นต่อการดำเรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของร้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดมิได้…” ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 56 วรรคสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าปัจจุบันรัฐส่งเสริมเอกชนเข้ามามีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนกำลังการผลิตของกฟผ.ลดเหลือเพียงร้อยละ37 ถึงแม้ว่าโครงข่ายไฟฟ้าหมายถึงกระบวนการผลิต ระบบการส่ง และระบบการจำหน่าย ก็ตาม แต่การพิจารณาว่ารัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้นั้น ต้องพิจารณาแยกส่วนจากกัน แม้ว่ารัฐจะเป็นเจ้าของระบบการส่งและจำหน่าย แต่เมื่อไม่ได้เป็นเจ้าของระบบการผลิตย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอแนะต่อกระทรวงพลังงานทบทวนและปรับแผน PDP 2015 และ PDP 2018 เพื่อกำหนดแนวทางให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ51 ให้แล้วเสร็จใน 120 วัน และทำให้รัฐมีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ51 ภายใน10ปี นับจากปีพ.ศ.2562
        ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าหลังมีคำวินิจฉัยออกมา ทำให้หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าซื้อขายจำนวนมากแต่อยู่ในแดนลบ กระทั่งปิดตลาดวันที่ 4 ก.ค. บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือGULF ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ เป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด มูลค่าการซื้อขาย 4,821.23 ล้านบาท ลดลง -3.00 บาท คิดเป็น -2.33% ตามาด้วยอันดับ2 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือGPSC มูลค่าการซื้อขาย 4,198.29 ล้านบาท ลดลง -2.50 บาท คิดเป็น -3.48%

 สื่อออนไลน์: matichon, dailynews, khaosod, bangkokbiznews, hoonsmart, nationweekend, Facebook: Energy Guru, siamrath, line.me

 

ข่าว : กฟผ. แจงผู้คิดค้นเครื่องปั่นไฟฯ ประหยัดพลังงาน ไม่ใช่อดีตพนักงาน กฟผ.
        นางอังคณา สุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ตามที่สื่อมวลชนบางสำนักและสื่อออนไลน์ได้มีการนำเสนอข่าวของ นายชื่น ฝันเมฆ อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คิดค้นต้นแบบเครื่องปั่นไฟฟ้าขนาดเล็กประหยัดพลังงาน ที่ใช้มือปั่นเพียง 15 นาที สามารถใช้ไฟฟ้าได้นานถึง 6 – 8 ชั่วโมง โดยได้ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำวิศวกรเข้าตรวจสอบผ่านเรียบร้อยแล้ว พร้อมนำเข้าประมูลให้ผู้มีทุนซื้อสิทธิบัตรนำไปผลิตได้ นั้น
        กฟผ. ขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อน จากการตรวจสอบข้อมูลในฐานข้อมูลบุคคล กฟผ. ตั้งแต่ปี 2539 ไม่พบว่า นายชื่น ฝันเมฆ เคยเป็นอดีตพนักงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตามที่ได้เป็นข่าวแต่อย่างใด
สื่อออนไลน์: egat, posttoday

 

ข่าว : 3 ปัจจัยกดดันราคาน้ำมัน เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ 50-64 เหรียญต่อบาร์เรล
        จีเอ็มไอ เอดจ์ คาดราคาน้ำมันดิบ WTI ในเชิงปัจจัยทางเทคนิคเคลื่อนไหวในระดับ 50-64 เหรียญต่อบาร์เรล เตือนน้ำมันยังไม่ใช่ขาขึ้นแม้สหรัฐฯและอิหร่านเกิดความตึงเครียดระหว่างกัน จับตาเศรษฐกิจโลก-การเจรจาสงครามการค้า-การผลิต Shale Oil ของสหรัฐฯ ยังกดดันราคาน้ำมัน
        สำหรับปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันจะยังไม่กลับมาเป็นขาขึ้นอย่างเต็มตัว ปัจจัยแรกก็คือเศรษฐกิจโลกในภาพรวมยังไม่ได้เติบโตมากนัก อีกทั้งประเด็นเรื่องของสงครามการค้าและเทคโนโลยียังไม่ได้จบลงเสียทีเดียว ปัจจัยที่ 2 ในการประชุม G20 การพูดคุยระหว่างสหรัฐฯและจีน ยังเป็นเพียงก้าวแรกของการเจรจาเท่านั้น ปัจจัยที่สามคือสหรัฐฯยังคงผลิตพลังงานทางเลือกอย่าง Shale Oil ออกมาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ราคาน้ำมันอาจจะยังไม่ได้เป็นขาขึ้นเต็มตัว
สื่อออนไลน์: siamrath, mgronline, mondialnews, mcot